พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด
บทนำ
หากกล่าวถึงอารยธรรมเขมรโบราณ ชื่อของ “นครวัด” ย่อมเป็นสิ่งแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง แต่เบื้องหลังศาสนสถานขนาดมหึมาแห่งนี้คือพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์แห่งจักรวรรดิเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 12
พระองค์ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะผู้สร้างนครวัดเท่านั้น รัชสมัยของพระองค์ยังเป็นช่วงที่ราชสำนักเขมรพยายามสร้างความมั่นคงภายใน ขยายอำนาจทางการเมือง ทำสงครามกับรัฐเพื่อนบ้าน และติดต่อกับโลกภายนอก ขณะเดียวกันนครวัดก็สะท้อนทั้งศาสนา แนวคิดเรื่องจักรวาล และพระราชอำนาจของกษัตริย์อย่างซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ยังมีหลายส่วนที่เราไม่รู้แน่ชัด เพราะหลักฐานร่วมสมัยส่วนใหญ่เป็นจารึกและงานศิลปกรรม ไม่ใช่ชีวประวัติแบบที่พบในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเรื่องราวของพระองค์จึงต้องประกอบขึ้นจากหลักฐานหลายประเภทและต้องระมัดระวังไม่ให้ข้อสันนิษฐานกลายเป็นข้อเท็จจริง
ช่วงก่อนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ขึ้นครองราชย์ การเมืองของจักรวรรดิเขมรมีการแข่งขันระหว่างกลุ่มอำนาจและราชวงศ์หลายสาย พระองค์เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ที่นักวิชาการเรียกว่า ราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองเขมรตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา
หลักฐานสำคัญสำหรับรัชสมัยของพระองค์คือจารึกที่เกี่ยวข้องกับ ทิวากรบัณฑิต หรือ Divākarapaṇḍita พราหมณ์ชั้นสูงผู้รับใช้ราชสำนักหลายรัชกาล จารึก K.194 จากพนมสันดักและจารึกที่เกี่ยวข้องกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพราหมณ์ผู้นี้กับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ตลอดจนพิธีกรรมและกิจกรรมทางศาสนาของราชสำนัก
โดยทั่วไปนักประวัติศาสตร์กำหนดว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ขึ้นสู่อำนาจประมาณ ค.ศ. 1113 หรือ พ.ศ. 1656 หลังการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับฝ่ายตรงข้าม การขึ้นครองราชย์จึงไม่ได้เป็นเพียงการสืบราชบัลลังก์อย่างสงบ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันทางการเมือง
จารึกยังแสดงให้เห็นความสำคัญของทิวากรบัณฑิตในการประกอบพิธีราชาภิเษกและพิธีกรรมของราชสำนัก การมีพราหมณ์ผู้ทรงอำนาจสนับสนุนย่อมช่วยสร้างความชอบธรรมทางศาสนาให้แก่กษัตริย์ เพราะในสังคมเขมรสมัยอังกอร์ การเมืองและศาสนาไม่ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนรัฐสมัยใหม่
พระมหากษัตริย์จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางการเมือง แต่ยังอยู่ตรงศูนย์กลางของระเบียบทางศาสนาและจักรวาลตามความคิดของราชสำนักด้วย
เหตุการณ์สำคัญในรัชสมัย
หลังจากขึ้นสู่อำนาจ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงดำเนินนโยบายทั้งด้านการเมือง ศาสนา การทูต และการทหาร
ด้านการทูต ราชสำนักเขมรในสมัยของพระองค์กลับมาติดต่อกับราชสำนักจีนอย่างจริงจัง มีการส่งคณะทูตไปจีนในช่วงต้นรัชกาล การติดต่อดังกล่าวมีความสำคัญทั้งในแง่สถานะทางการเมืองและเครือข่ายการค้าของภูมิภาค
ส่วนด้านการทหาร พระองค์พยายามขยายอิทธิพลไปทางตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นเวียดนามและจามปาในปัจจุบัน หลักฐานเวียดนามและการศึกษาสมัยใหม่กล่าวถึงการโจมตีดินแดนของ ไดเวียด หลายครั้ง ตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ. 1128 มีการบันทึกกองทัพเขมรที่เข้าโจมตีบริเวณเหงะอาน แต่ถูกกองทัพไดเวียดต่อต้าน
ต่อมามีการใช้กำลังทางเรือและมีช่วงที่เขมรร่วมมือกับจามปาโจมตีไดเวียด แต่ความร่วมมือนี้ไม่ยั่งยืน เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขมรกับจามปาเปลี่ยนไป พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 จึงหันไปทำสงครามกับจามปาเสียเอง
ประมาณ ค.ศ. 1145 กองทัพเขมรสามารถเข้ายึดเมืองวิชัย หรือ Vijaya ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของจามปาได้ช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การควบคุมจามปาไม่ได้มั่นคงถาวร และฝ่ายจามสามารถกลับมาต่อต้านอำนาจเขมรได้ในเวลาต่อมา
สงครามเหล่านี้ทำให้เห็นว่าจักรวรรดิเขมรในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นมหาอำนาจสำคัญของแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์สามารถพิชิตรัฐเพื่อนบ้านได้ทุกครั้ง หลายปฏิบัติการต่อไดเวียดประสบความล้มเหลว และชัยชนะเหนือจามปาก็ไม่สามารถสร้างการควบคุมอย่างถาวรได้
การสร้างนครวัด
ผลงานที่ทำให้พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบันคือ นครวัด หรือ Angkor Wat
การก่อสร้างเริ่มขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 และดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี นักวิชาการบางรายเสนอว่าเริ่มประมาณ ค.ศ. 1116 แต่ปีเริ่มก่อสร้างที่แน่นอนยังไม่สามารถยืนยันจากจารึกได้อย่างเด็ดขาด
นครวัดสร้างขึ้นในศาสนาฮินดูและมีความสัมพันธ์อย่างเด่นชัดกับ พระวิษณุ สิ่งนี้น่าสนใจเพราะศาสนสถานหลวงของกษัตริย์เขมรก่อนหน้านั้นหลายแห่งมีความเกี่ยวข้องกับพระศิวะอย่างมาก
รูปแบบของนครวัดผสมแนวคิด “ปราสาทภูเขา” เข้ากับระบบระเบียงและกำแพงหลายชั้น หอคอยตรงกลางและกลุ่มปราสาทถูกตีความว่ามีความสัมพันธ์กับ เขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาลตามคติอินเดีย ขณะที่พื้นที่และองค์ประกอบรอบ ๆ ทำให้ศาสนสถานไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธี แต่เป็นการสร้างจักรวาลศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาบนพื้นโลกในเชิงสัญลักษณ์
ความยิ่งใหญ่ของนครวัดไม่ได้อยู่ที่ขนาดเท่านั้น ผนังระเบียงยังเต็มไปด้วยภาพสลักเรื่องราวจากมหากาพย์และคติฮินดู เช่น มหาภารตะ รามายณะ การกวนเกษียรสมุทร ตลอดจนภาพสวรรค์และนรก
ที่สำคัญอย่างยิ่งคือภาพสลักที่แสดง พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พร้อมข้าราชบริพารและกองทัพ ภาพเหล่านี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า เพราะทำให้เราเห็นวิธีที่ราชสำนักต้องการนำเสนอพระมหากษัตริย์ ลำดับชนชั้น ขบวนทหาร เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และองค์ประกอบของกองทัพเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 12
ดังนั้นนครวัดจึงเป็นมากกว่าวัด แต่เป็นทั้งศาสนสถาน สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจ และพื้นที่ที่เชื่อมโลกของกษัตริย์เข้ากับจักรวาลทางศาสนา
ผลลัพธ์และผลกระทบ
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทิ้งมรดกที่เห็นได้ชัดที่สุดไว้ในรูปของนครวัด แต่ผลกระทบของรัชสมัยพระองค์กว้างกว่านั้น
ด้านการเมือง รัชสมัยของพระองค์แสดงให้เห็นความสามารถของราชสำนักอังกอร์ในการระดมแรงงาน ทรัพยากร และเครือข่ายชนชั้นนำเพื่อดำเนินโครงการขนาดใหญ่ การสร้างศาสนสถานอย่างนครวัดต้องอาศัยระบบการจัดการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การขนส่งหิน การจัดแรงงาน ไปจนถึงช่างฝีมือจำนวนมาก
ด้านศาสนา นครวัดเป็นหลักฐานสำคัญของความรุ่งเรืองของลัทธิไวษณพหรือการบูชาพระวิษณุในราชสำนักเขมรยุคนั้น แต่ประวัติศาสตร์ของสถานที่ไม่ได้หยุดอยู่หลังรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในเวลาต่อมานครวัดได้รับการปรับใช้ในบริบทของพระพุทธศาสนา และยังคงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่อมาอีกหลายศตวรรษ
งานวิจัยทางโบราณคดีสมัยใหม่ยังชี้ว่าไม่ควรเล่าเรื่องนครวัดว่าเป็นเมืองที่ถูก “ทิ้งร้างและหายไปในป่า” อย่างสิ้นเชิง เพราะมีหลักฐานของกิจกรรมและการใช้พื้นที่ในสมัยหลังอังกอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวปราสาทนครวัดเองยังคงมีความสำคัญทางศาสนา
ในปัจจุบันนครวัดเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งโบราณคดีอังกอร์ ซึ่ง UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน ค.ศ. 1992 และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของกัมพูชา
ประเด็นที่หลักฐานและนักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงกัน
เรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งคือ นครวัดถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หรือไม่
นครวัดมีลักษณะผิดจากปราสาทเขมรจำนวนมากตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก นักวิชาการในอดีตบางคนจึงเชื่อมโยงทิศตะวันตกกับพระอาทิตย์ตก ความตาย และพิธีศพ แล้วเสนอว่านครวัดอาจถูกออกแบบให้เป็นศาสนสถานสำหรับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หลังสวรรคตด้วย
แนวคิดนี้มีอิทธิพลมากและยังได้รับการกล่าวถึงในงานสมัยใหม่ แต่ไม่ควรเขียนว่า “นครวัดคือสุสานของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2” เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว เพราะยังมีคำอธิบายอื่น เช่น การหันไปทางทิศตะวันตกอาจสัมพันธ์กับพระวิษณุ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับทิศตะวันตก หรืออาจเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของศาสนสถานเมื่อเทียบกับพื้นที่เมืองเดิม
อีกประเด็นหนึ่งคือ ปีสวรรคตของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หนังสือจำนวนมากใช้ประมาณ ค.ศ. 1150 แต่เราไม่มีหลักฐานที่สามารถระบุวันและสถานที่สวรรคตอย่างแน่นอน บางการตีความเชื่อมโยงการสิ้นสุดรัชกาลกับการทำสงครามทางตะวันออก แต่รายละเอียดของการสวรรคตยังไม่ชัดเจน
พระนามหลังสวรรคตที่พบในหลักฐานคือ ปรมวิษณุโลก หรือ Paramaviṣṇuloka ซึ่งมีความหมายเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่โลกหรือสถานะอันสูงสุดของพระวิษณุ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับลัทธิพระวิษณุและนครวัดเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษารัชกาลนี้
สรุป
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นหนึ่งในกษัตริย์สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์เขมร พระองค์ขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางการแข่งขันทางการเมือง ก่อนสร้างความมั่นคงให้ราชสำนัก ดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ และทำสงครามหลายครั้งเพื่อขยายอิทธิพลของจักรวรรดิ
แต่สิ่งที่ทำให้พระนามของพระองค์อยู่เหนือกาลเวลาคือนครวัด
ศาสนสถานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานว่าจักรวรรดิเขมรสามารถสร้างอาคารขนาดมหึมาได้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนโลกทัศน์ ศาสนา การเมือง ศิลปะ และการจัดระเบียบสังคมของอังกอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 12
อย่างไรก็ตาม การศึกษาพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ต้องแยกสิ่งที่จารึกบอกเราออกจากสิ่งที่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเสนอขึ้นจากการตีความ โดยเฉพาะเรื่องวัตถุประสงค์ของนครวัดและการสวรรคตของพระองค์ การยอมรับความไม่แน่นอนเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ประวัติศาสตร์น่าสนใจน้อยลง ตรงกันข้าม มันทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่าเรื่องราวของผู้สร้างนครวัดยังเป็นหัวข้อที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีศึกษากันต่อไปจนถึงปัจจุบัน
แหล่งอ้างอิง / Sources
George Cœdès และ Pierre Dupont, “Les stèles de Sdŏk Kǎk Thom, Phnom Sandak et Práah Vihār,” Bulletin de l’École française d’Extrême-Orient, Vol. 43, 1943 — งานศึกษาจารึกสำคัญ รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับทิวากรบัณฑิตและรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
อ่านต้นฉบับที่ Persée / BEFEO
George Cœdès, The Indianized States of Southeast Asia, แปลโดย Susan Brown Cowing — งานคลาสสิกสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวบรวมหลักฐานเรื่องสงครามของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กับไดเวียดและจามปา
Vittorio Roveda, Narrative Reliefs from the SW & NW Corner Pavilions of Angkor Wat, SOAS, University of London — งานศึกษาภาพสลักนครวัดและความสัมพันธ์ระหว่างศิลปกรรม ศาสนา และพระราชอำนาจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
SOAS Research Repository
Alison K. Carter และคณะ, “Temple occupation and the tempo of collapse at Angkor Wat, Cambodia,” Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS), 2019 — งานโบราณคดีเกี่ยวกับการใช้พื้นที่นครวัดและประวัติศาสตร์หลังยุคอังกอร์
PNAS – Temple occupation and the tempo of collapse at Angkor Wat
UNESCO World Heritage Centre, “Angkor” — ข้อมูลด้านโบราณคดี สถาปัตยกรรม คุณค่าทางวัฒนธรรม และสถานะมรดกโลกของอังกอร์
UNESCO World Heritage Centre – Angkor
Jean-Pierre Gomane, “Les Armées khmères au XIIe siècle d’après les bas-reliefs angkoriens,” Revue historique des Armées, 1979 — การศึกษากองทัพเขมรคริสต์ศตวรรษที่ 12 จากภาพสลักอังกอร์
บทความที่ Persée
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, “ภาพสลักพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2” — ใช้ตรวจสอบรายละเอียดภาพพระมหากษัตริย์และขบวนกองทัพที่นครวัด
ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้