สงครามริดดา ล้างบางกบฏอิสลาม
สงครามริดดา หรือที่รู้จักกันว่าสงครามของพวกนอกรีต เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 632 ถึง 633 เป็นการสู้รบระหว่างรัฐคอลีฟะฮ์รอชิดูนกับชนเผ่าอาหรับหลายเผ่าที่ลุกฮือต่อต้าน หลังจากท่านศาสดามูฮัมหมัดเสียชีวิต ชนเผ่าเหล่านี้ละทิ้งความภักดีต่ออาณาจักรอิสลามที่กำลังเติบโต ผู้นำบางเผ่าถึงกับอ้างตัวว่าเป็นศาสดา ทำให้เกิดความขัดแย้งกับผู้นำอิสลามใหม่ ภายในเวลาแค่ปีเดียว คอลีฟะฮ์สามารถฟื้นอำนาจเหนือแผ่นดินอาหรับได้ด้วยทั้งการใช้กำลังและการเจรจา ปราบปรามการกบฏทุกแห่งลงได้หมด พอสถานการณ์ในอาหรับเริ่มนิ่งแล้ว อบูบักร์ก็ตัดสินใจเปิดศึกบุกซีเรียกับอิรักต่อ
หลังจากศาสดามูฮัมหมัดเสียชีวิต หลายคนก็เริ่มกลับไปใช้วิถีชีวิตแบบเดิมก่อนรับอิสลาม บางคนถึงขั้นตั้งตัวเป็นศาสดาเอง ทั้งที่ตอนมีชีวิตอยู่ มูฮัมหมัดเคยเตือนว่า ต่อไปจะมีพวกแอบอ้างศาสนาแบบนี้แน่ๆ หลังจากที่ท่านเสียชีวิต ก็เกิดการถกเถียงกันว่าจะปกครองกันยังไง บางฝ่ายอยากกลับไปใช้ระบบชนเผ่าเหมือนเดิม แต่อบูบักร์กับพรรคพวกอยากสานต่อเจตนารมณ์ของท่านศาสดา ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งสนับสนุนอาลี อิบนุ อบีฏอลิบ ลูกพี่ลูกน้องของศาสดาให้ขึ้นนำ แต่อุมัร อิบนุค็อตฏ็อบออกมาหนุนอบูบักร์อย่างเปิดเผย สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็ยอมรับให้เขาเป็นคอลีฟะฮ์คนแรก
แม้อบูบักร์จะได้รับการสนับสนุนจากพวกชนชั้นสูงในอาหรับ แต่เขาก็เจองานหิน เพราะชนเผ่าเบดูอินที่ชินกับการอยู่อย่างอิสระ ไม่ยอมรับอำนาจส่วนกลาง แถมยังปฏิเสธจะจ่ายซะกาต (การบริจาคตามหลักศาสนา) ให้รัฐอิสลามอีกต่างหาก พวกนี้เลยถูกเรียกว่า “พวกนอกรีต” แล้วอบูบักร์ก็ตัดสินใจเปิดญิฮาด—สงครามศักดิ์สิทธิ์—เพื่อล้างบางการกบฏและฟื้นฟูความเป็นระเบียบ

การกบฏครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว บางเผ่ามีคนที่อ้างเป็นศาสดาคนใหม่ขึ้นมา ทั้งที่มูฮัมหมัดเป็นศาสดาคนสุดท้ายอยู่แล้ว หลายเผ่าก็แค่อยากแยกตัวออกมาอยู่แบบเดิม ไม่อยากรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างที่รัฐอิสลามต้องการ เยเมนเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่พยายามจะแยกตัวออก ปกติพวกชนเผ่าเหล่านี้ก็ไม่มีความรู้สึกเป็นชาตินิยมอยู่แล้ว การจะรวมให้เป็นหนึ่งเดียวจึงยากมาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางกลุ่มที่ยืนกรานจะยอมรับแค่อาลีเป็นผู้นำเท่านั้น ไม่สนใจใครอื่นเลย การกบฏครั้งนี้เลยซับซ้อนเข้าไปอีก ถึงแม้ไม่ใช่ทุกเผ่าที่ปฏิเสธศาสนา แต่การกระทำของพวกเขาก็ถูกมองว่าเป็นภัยร้ายแรงต่ออิสลาม จึงถูกเรียกว่า “นอกรีต” ทั้งในทางศาสนาและการเมือง พวกที่อันตรายที่สุดคือสาวกของศาสดาปลอมอย่างมุซัยลิมะฮ์ ที่กล้าท้าทายอำนาจของรัฐอิสลามโดยตรง
อบูบักร์ในฐานะคนสนิทของมูฮัมหมัด มองว่าการบิดเบือนศาสนาแบบนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เขาเลยเลือกใช้วิธีทหารจัดการกับพวกกบฏ โดยอาศัยทั้งการรบและการเจรจาควบคู่กัน ในที่สุดก็สามารถปราบพวกนี้ลงได้อย่างรวดเร็ว เมืองมะดีนะฮ์ยังคงเป็นศูนย์กลางของอิสลาม เพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายกลุ่ม อบูบักร์ยังดึงกองกำลังที่เคยรบกับพวกฆ็อสซานิดกลับมาแล้วจัดกองทัพออกเป็น 11 หน่วย เพื่อลุยพร้อมกันหลายทิศทาง วิธีนี้ทำให้พวกกบฏไม่มีโอกาสจะรวมตัวกันได้ สุดท้ายภายในเวลาแค่ปีเดียว การกบฏก็ถูกปราบเรียบร้อย