เอริช ฟ็อน มันชไตน์: นายพลนักวางแผนแห่งกองทัพเยอรมัน
บทนำ
ในบรรดานายพลเยอรมันแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อของ เอริช ฟ็อน มันชไตน์ มักปรากฏอยู่ในการศึกษาสงครามเคลื่อนที่ การรบในฝรั่งเศส และแนวรบด้านตะวันออก เขามีส่วนสำคัญในการพัฒนาแผนการรบที่นำไปสู่ชัยชนะของเยอรมนีเหนือฝรั่งเศสในปี 1940 และต่อมายังบัญชาการกองทัพในไครเมีย สตาลินกราด คาร์คอฟ และยูเครน
แต่ประวัติของมันชไตน์มีอีกด้านที่ไม่อาจแยกออกจากความสามารถทางทหารของเขาได้ นั่นคือการทำสงครามของเยอรมนีในสหภาพโซเวียต ซึ่งเกิดการสังหารเชลยศึก ชาวยิว และพลเรือนจำนวนมหาศาล หลังสงครามมันชไตน์ถูกนำตัวขึ้นศาลทหารอังกฤษและถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาบางส่วน
ดังนั้น หากต้องการเข้าใจมันชไตน์อย่างรอบด้าน เราต้องมองทั้งสิ่งที่เขาทำในสนามรบ และสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้กองทัพที่เขาบัญชาการ
มันชไตน์เกิดที่กรุงเบอร์ลินเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1887 ชื่อเดิมคือ ฟริตซ์ เอริช ฟ็อน เลวินสกี ก่อนจะได้รับการอุปการะโดยครอบครัวของเกออร์ก ฟ็อน มันชไตน์ ทั้งครอบครัวโดยกำเนิดและครอบครัวบุญธรรมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกองทัพปรัสเซีย
เส้นทางชีวิตของเขาจึงผูกพันกับกองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเข้ารับราชการทหารในปี 1906 และเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งในแนวรบตะวันตกและตะวันออก หลังเยอรมนีพ่ายแพ้ เขาเป็นหนึ่งในนายทหารที่ได้รับเลือกให้อยู่ต่อในกองทัพไรชส์แวร์ขนาดเล็กซึ่งเยอรมนีได้รับอนุญาตให้มีตามข้อจำกัดหลังสงคราม
ประสบการณ์ด้านงานเสนาธิการกลายเป็นจุดแข็งของมันชไตน์ เขาค่อย ๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ และในปี 1935 ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการของเสนาธิการกองทัพบก ก่อนจะเป็นรองเสนาธิการในเวลาต่อมา
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในเดือนกันยายน 1939 มันชไตน์เป็นเสนาธิการของกองทัพกลุ่มใต้ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกแกร์ด ฟ็อน รุนด์ชเตดท์ ในการบุกโปแลนด์
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อของเขาโดดเด่นขึ้นมาจริง ๆ เกิดขึ้นหลังโปแลนด์พ่ายแพ้ เมื่อเยอรมนีเตรียมทำสงครามกับฝรั่งเศสและประเทศแถบยุโรปตะวันตก
แผนบุกฝรั่งเศส
แผนการบุกฝรั่งเศสในระยะแรกของกองทัพเยอรมันให้น้ำหนักกับการโจมตีผ่านเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม แต่มันชไตน์มองว่าแนวทางดังกล่าวอาจไม่สร้างชัยชนะเด็ดขาด เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรย่อมคาดการณ์ได้ว่ากองทัพเยอรมันจะเคลื่อนเข้ามาทางเหนือ
ข้อเสนอที่มันชไตน์ผลักดันคือ ให้กำลังส่วนหนึ่งโจมตีเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมเพื่อดึงกองทัพฝรั่งเศสและกองกำลังอังกฤษขึ้นไปทางเหนือ ขณะที่กำลังยานเกราะหลักเคลื่อนผ่านพื้นที่ป่าอาร์แดนน์ ข้ามแม่น้ำเมิซ แล้วพุ่งไปยังช่องแคบอังกฤษ
ถ้าทำสำเร็จ กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรที่เคลื่อนเข้าไปในเบลเยียมจะตกอยู่ในอันตรายจากการถูกตัดขาดจากฝรั่งเศสตอนใต้
แนวคิดของมันชไตน์ไม่ได้ถูกยอมรับทันที และแผนการบุกฝรั่งเศสที่ใช้จริงก็เกิดจากการปรับแก้และการทำงานของนายทหารหลายคน ไม่ควรอธิบายว่าเขาคิดแผนทั้งหมดเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม บทบาทของมันชไตน์ต่อแนวคิดการให้น้ำหนักการโจมตีผ่านอาร์แดนน์ถือว่าสำคัญ
วันที่ 10 พฤษภาคม 1940 เยอรมนีเริ่มการรุกทางตะวันตก กองกำลังยานเกราะเคลื่อนผ่านอาร์แดนน์และสามารถข้ามแม่น้ำเมิซ ก่อนขยายการรุกไปทางตะวันตกอย่างรวดเร็ว
วันที่ 20 พฤษภาคม หน่วยยานเกราะเยอรมันไปถึงชายฝั่งช่องแคบอังกฤษ ทำให้กองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยียมจำนวนมากทางเหนือถูกตัดออกจากกำลังหลัก
ฝรั่งเศสยอมสงบศึกในเดือนมิถุนายน 1940
ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับมันชไตน์ได้รับชื่อเสียงอย่างมากหลังสงคราม แม้ว่านักประวัติศาสตร์ปัจจุบันจะเน้นว่าชัยชนะเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการวางแผน การปฏิบัติของผู้บัญชาการภาคสนาม ความผิดพลาดของฝ่ายสัมพันธมิตร และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการรบ
แนวรบตะวันออก
เมื่อเยอรมนีเปิด ปฏิบัติการบาร์บารอสซา บุกสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 1941 มันชไตน์ได้รับการบังคับบัญชากองพลยานเกราะที่ 56 และต่อมาในเดือนกันยายนได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพที่ 11
ภารกิจสำคัญของเขาคือการพิชิตคาบสมุทรไครเมีย
กองทัพที่ 11 ต้องต่อสู้กับกองทัพแดงในสภาพภูมิประเทศที่จำกัดการเคลื่อนกำลัง ก่อนจะบุกเข้าสู่ไครเมียและหันไปโจมตี เซวาสโตโปล ฐานทัพและป้อมปราการสำคัญของโซเวียต
หลังการรบที่ยืดเยื้อ เซวาสโตโปลแตกในต้นเดือนกรกฎาคม 1942 ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้มันชไตน์ได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพล
แต่ไครเมียเป็นพื้นที่ที่ทำให้การศึกษามันชไตน์ไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงเรื่องยุทธวิธีได้
ในเขตปฏิบัติการของกองทัพที่ 11 มีหน่วยสังหารเคลื่อนที่ Einsatzgruppe D ปฏิบัติการอยู่ด้วย หน่วยเหล่านี้มีส่วนในการสังหารชาวยิวและพลเรือนจำนวนมาก United States Holocaust Memorial Museum ระบุว่า Wehrmacht ไม่ได้แยกตัวออกจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ให้การสนับสนุนและในหลายพื้นที่มีส่วนร่วมกับปฏิบัติการสังหาร
หลักฐานสำคัญสำหรับตัวมันชไตน์คือคำสั่งของกองทัพที่ 11 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 1941 ซึ่งใช้แนวคิดต่อต้านยิวและเชื่อมโยงชาวยิวเข้ากับลัทธิบอลเชวิค พร้อมเรียกร้องให้ทหารเข้าใจมาตรการรุนแรงต่อชาวยิว
เอกสารนี้มีความสำคัญมาก เพราะขัดกับภาพที่ถูกสร้างขึ้นหลังสงครามว่ากองทัพเยอรมันทำเพียงหน้าที่ทางทหารและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามเชิงอุดมการณ์ของนาซี
สตาลินกราด คาร์คอฟ และความขัดแย้งกับฮิตเลอร์
ปลายปี 1942 กองทัพที่ 6 ของเยอรมนีภายใต้ฟรีดริช เพาลุสถูกกองทัพโซเวียตล้อมที่สตาลินกราด มันชไตน์ได้รับมอบหมายให้บัญชาการกองทัพกลุ่มดอนและพยายามเปิดทางช่วยเหลือกองทัพที่ 6
ปฏิบัติการช่วยเหลือไม่ประสบความสำเร็จ และกองทัพที่ 6 ยอมจำนนในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 1943
หลังสตาลินกราด กองทัพโซเวียตเดินหน้ารุกอย่างรวดเร็ว มันชไตน์ตอบโต้ด้วยการยอมเสียพื้นที่บางส่วน รวบรวมกำลัง และโจมตีกองกำลังโซเวียตที่รุกล้ำออกมาจนแนวส่งกำลังยืดยาว
ผลคือการตอบโต้บริเวณ คาร์คอฟในเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 1943 กองทัพเยอรมันสร้างความเสียหายให้กองกำลังโซเวียตและยึดคาร์คอฟกลับคืนมาได้
Robert M. Citino นักประวัติศาสตร์การทหารให้ความสำคัญกับการรบครั้งนี้ในการศึกษาความสามารถของ Wehrmacht ในการทำสงครามเคลื่อนที่ แม้เยอรมนีจะอยู่ในสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เลวร้ายลงเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะที่คาร์คอฟไม่สามารถเปลี่ยนภาพรวมของสงครามได้ เยอรมนีกำลังต่อสู้กับสหภาพโซเวียตที่มีกำลังพลและศักยภาพการผลิตมหาศาล ขณะเดียวกันยังต้องทำสงครามกับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และชาติพันธมิตรอื่น ๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างมันชไตน์กับฮิตเลอร์ก็แย่ลงเรื่อย ๆ
มันชไตน์ต้องการเสรีภาพในการเคลื่อนกำลังและถอนทหารจากพื้นที่ที่ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ขณะที่ฮิตเลอร์มักสั่งให้กองทัพยึดพื้นที่ไว้และต่อต้านการถอนกำลัง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความความขัดแย้งนี้ว่ามันชไตน์เป็นฝ่ายต่อต้านฮิตเลอร์ทางการเมือง หลักฐานจาก Deutsches Historisches Museum ระบุว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มนายทหารต่อต้านฮิตเลอร์ แม้มีความพยายามติดต่อเขา
ในเดือนมีนาคม 1944 ฮิตเลอร์ปลดมันชไตน์ออกจากตำแหน่ง หลังความขัดแย้งเรื่องการดำเนินสงครามในแนวรบตะวันออกสะสมมานาน
หลังจากนั้นเขาไม่ได้กลับมาบัญชาการกองทัพในสงครามอีก
การพิจารณาคดีและข้อถกเถียงหลังสงคราม
หลังเยอรมนียอมแพ้ มันชไตน์ถูกอังกฤษควบคุมตัว และในปี 1946 เขาให้การเป็นพยานในการพิจารณาคดีนูเรมเบิร์ก
ต่อมาในปี 1949 เขาถูกนำขึ้นศาลทหารอังกฤษที่ฮัมบูร์ก โดยเผชิญข้อกล่าวหา 17 กระทงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก พลเรือน การดำเนินคำสั่งที่ผิดกฎหมาย และกิจกรรมในพื้นที่ซึ่ง Einsatzgruppe D สังหารชาวยิว
ศาลตัดสินว่ามันชไตน์มีความผิด 9 จาก 17 กระทง และพิพากษาจำคุก 18 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 12 ปี ต่อมาเขาได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดในปี 1953
ประเด็นนี้ทำให้ภาพของมันชไตน์หลังสงครามซับซ้อนอย่างมาก
ปี 1955 เขาตีพิมพ์บันทึกความทรงจำ Verlorene Siege หรือ Lost Victories ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อภาพของแนวรบตะวันออกในโลกตะวันตก หนังสือเน้นการปฏิบัติการทางทหารและวิจารณ์การแทรกแซงของฮิตเลอร์ พร้อมนำเสนอความคิดว่ากองทัพเยอรมันอาจมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่านี้หากนายทหารอาชีพมีอิสระในการบัญชาการ
แต่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเตือนว่าหนังสือเล่มนี้เป็น บันทึกความทรงจำของผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่เป็นกลาง และควรตรวจสอบกับเอกสารร่วมสมัย
ประเด็นสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า “ตำนานกองทัพเยอรมันสะอาด” หรือ Clean Wehrmacht myth ซึ่งพยายามแยกกองทัพเยอรมันออกจากอาชญากรรมของระบอบนาซี งานวิจัยในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นว่าภาพดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักฐานจำนวนมาก
กรณีของมันชไตน์เป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะคำสั่งของเขาเองในเดือนพฤศจิกายน 1941 และหลักฐานจากพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพที่ 11 ทำให้ไม่สามารถอธิบายเขาเพียงว่าเป็นนายทหารอาชีพที่ทำสงครามโดยไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรุนแรงของนาซีได้
สรุป
เอริช ฟ็อน มันชไตน์เป็นบุคคลสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์การทหารของสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีส่วนในการพัฒนาแนวคิดการบุกฝรั่งเศสปี 1940 บัญชาการการยึดไครเมีย พยายามช่วยกองทัพที่ 6 หลังถูกล้อมที่สตาลินกราด และสร้างการตอบโต้ที่คาร์คอฟในปี 1943
เหตุการณ์เหล่านี้อธิบายว่าทำไมชื่อของเขาจึงได้รับความสนใจจากนักประวัติศาสตร์การทหารมาจนถึงปัจจุบัน
แต่ความสามารถทางการทหารเป็นเพียงด้านหนึ่งของเรื่องราว
สงครามที่มันชไตน์ทำในสหภาพโซเวียตเป็นส่วนหนึ่งของสงครามทำลายล้างของนาซี เอกสารร่วมสมัย รวมถึงคำสั่งของเขาเอง และคำพิพากษาหลังสงคราม ทำให้ภาพที่แยก “นายพลมืออาชีพ” ออกจากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของกองทัพเยอรมันไม่สามารถยืนอยู่ได้โดยปราศจากข้อโต้แย้ง
ดังนั้น การศึกษามันชไตน์อย่างรอบด้านจึงไม่ควรถามเพียงว่า เขาวางแผนการรบได้ดีเพียงใด แต่ต้องถามควบคู่กันด้วยว่า กองทัพที่เขาบัญชาการกำลังทำสงครามแบบใด และผู้บัญชาการระดับสูงมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจของตนอย่างไร
แหล่งอ้างอิง / Sources
King’s College London, Liddell Hart Centre for Military Archives — “Von Manstein, FM (Fritz) Erich (1887–1973)”
ฐานข้อมูลเอกสารของศาลทหารอังกฤษและประวัติราชการของมันชไตน์ รวมถึงข้อมูลการดำเนินคดี 17 กระทงและคำตัดสินว่ามีความผิด 9 กระทง
https://atom.aim25.com/index.php/von-manstein-fm-fritz-erich-1887-1973
United States Holocaust Memorial Museum — “Perpetrators,” Holocaust Encyclopedia
ใช้ตรวจสอบบทบาทของ Wehrmacht และผู้บัญชาการกองทัพ รวมถึงมันชไตน์ ในสงครามทำลายล้างและการสังหารประชาชนในดินแดนโซเวียต
https://encyclopedia.ushmm.org/content/en/article/perpetrators
United States Holocaust Memorial Museum — Selected Records / Trial of Fritz Erich Lewinski von Manstein
รายการเอกสารการพิจารณาคดีจาก British Public Record Office ซึ่งประกอบด้วยบันทึกการพิจารณาคดี คำให้การ เอกสารประกอบ และคำพิพากษา
https://www.ushmm.org/m/pdfs/20121007-English_sources.pdf
Deutsches Historisches Museum — “Erich von Manstein 1887–1973”
ชีวประวัติและลำดับเหตุการณ์จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เยอรมัน ครอบคลุมอาชีพทหาร ความสัมพันธ์กับฮิตเลอร์ การพิจารณาคดี และชีวิตหลังสงคราม
https://www.dhm.de/lemo/biografie/erich-von-manstein
Robert M. Citino, The Wehrmacht Retreats: Fighting a Lost War, 1943, University Press of Kansas
งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์การทหารที่ศึกษาการทำสงครามของ Wehrmacht ในปี 1943 รวมถึงการตอบโต้ของมันชไตน์ที่คาร์คอฟ
https://www.jstor.org/stable/j.ctt1f89t5q
Porter Randall Blakemore, Manstein in the Crimea: The Eleventh Army Campaign, 1941–1942, University of Georgia, 1978
งานศึกษาการปฏิบัติการของกองทัพที่ 11 ภายใต้มันชไตน์ในไครเมีย
https://books.google.com/books/about/Manstein_in_the_Crimea.html?id=TWFqnQEACAAJ
Ronald Smelser and Edward J. Davies II, The Myth of the Eastern Front: The Nazi-Soviet War in American Popular Culture, Cambridge University Press, 2008
งานศึกษาการสร้างภาพของ Wehrmacht และนายทหารเยอรมันในวัฒนธรรมหลังสงคราม รวมถึงอิทธิพลของ Lost Victories
Erich von Manstein, Verlorene Siege / Lost Victories, 1955
หลักฐานประเภทบันทึกความทรงจำจากตัวมันชไตน์เอง มีประโยชน์ต่อการศึกษามุมมองของผู้เขียน แต่ต้องตรวจสอบกับเอกสารร่วมสมัยและงานวิชาการอื่น ไม่ควรใช้เป็นแหล่งอิสระเพื่อยืนยันข้ออ้างของมันชไตน์เอง